กษัตริย์ผู้บัญชาการศึกป้องกันพระนครในมหาสงครามปี 2112
สมเด็จพระมหินทราธิราช ทรงเป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 16 แห่งอาณาจักรอยุธยา (ครองราชย์ พ.ศ. 2111 – 2112) พระราชโอรสในสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์และสมเด็จพระสุริโยทัย ทรงเป็นผู้นำสูงสุดของอยุธยาในห้วงเวลาแห่งมหาสงครามป้องกันพระนครที่ยิ่งใหญ่และตึงเครียดที่สุดในประวัติศาสตร์
พระราชประวัติและการศึกวัยหนุ่ม
ทรงมีพระนามเดิมว่า “พระมหินทร์” เป็นพระราชโอรสองค์รองถัดจากสมเด็จพระราเมศวร พระองค์ทรงมีบทบาทร่วมรบเคียงข้างพระราชบิดาและพระเชษฐามาโดยตลอด ตั้งแต่สงครามพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ พ.ศ. 2091 ซึ่งทรงขับช้างศึกเข้าช่วยพระราชบิดาและร่วมรบกู้พระศพของสมเด็จพระบรมราชชนนี (สมเด็จพระสุริโยทัย) กลับเข้าพระนครได้อย่างกล้าหาญ และในสงครามช้างเผือก พ.ศ. 2106 พระองค์ทรงคุมกำลังรักษาป้อมค่ายทางยุทธศาสตร์อย่างเข้มแข็ง
การก้าวขึ้นสู่ราชบัลลังก์
หลังการสงบศึกกับหงสาวดีในสงครามช้างเผือก สมเด็จพระราเมศวรต้องเสด็จไปเป็นองค์ประกัน ณ กรุงหงสาวดี สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ์จึงทรงมอบราชสมบัติให้พระมหินทร์ขึ้นครองราชย์เป็นสมเด็จพระมหินทราธิราช ทว่าในรัชสมัยของพระองค์ ทรงต้องเผชิญกับปัญหาความแตกแยกระหว่างอยุธยากับหัวเมืองฝ่ายเหนือ (พิษณุโลก) ซึ่งนำโดยพระมหาธรรมราชา พระองค์จึงทรงพยายามดำเนินนโยบายผูกสัมพันธ์ทางทหารกับพระไชยเชษฐาธิราชแห่งอาณาจักรล้านช้างเพื่อสร้างแนวร่วมต้านทานอำนาจของพระเจ้าบุเรงนอง
มหาสงครามเสียกรุง พ.ศ. 2111 – 2112
ในปลายปี พ.ศ. 2111 พระเจ้าบุเรงนองแห่งหงสาวดีได้กรีธาทัพมหึมานับแสนนาย พร้อมด้วยทัพพันธมิตรหัวเมืองเหนือ เข้าล้อมกรุงศรีอยุธยาจากทุกทิศทาง สมเด็จพระมหินทราธิราชทรงบัญชาการศึกป้องกันพระนครด้วยความมุ่งมั่น ทรงใช้ยุทธศาสตร์การรบตั้งรับในคูเมืองและกำแพงพระนครที่แข็งแกร่ง ติดตั้งปืนใหญ่ยิงสกัดทัพข้าศึก
กองทัพอยุธยาสามารถต้านทานการโจมตีของทัพหงสาวดีได้อย่างเหนียวแน่นเป็นเวลานานเกือบ 10 เดือน ฝ่ายพม่าพยายามถมคูเมือง ขุดอุโมงค์ และเข้าปล้นค่ายหลายครั้งแต่ก็ต้องล่าถอยและสูญเสียไพร่พลจำนวนมาก กองทัพอยุธยาภายใต้การนำของพระองค์แสดงให้เห็นถึงความเด็ดเดี่ยวในการรักษาพระนครอย่างเต็มกำลังความสามารถ
จุดพลิกผัน: กลศึกไส้ศึกพระยาจักรี
เมื่อพระเจ้าบุเรงนองเห็นว่าไม่อาจหักเอาพระนครได้ด้วยกำลัง จึงได้ใช้กลศึกส่ง “ออกญาจักรี” (ซึ่งถูกจับไปเป็นเชลยตั้งแต่สงครามช้างเผือก) ทำทีเป็นหลบหนีกลับมายังอยุธยา สมเด็จพระมหินทราธิราชทรงไว้วางพระราชหฤทัย จึงทรงมอบหมายให้ออกญาจักรีเป็นผู้บัญชาการป้องกันพระนครทั้งหมด ซึ่งกลายเป็นจุดชี้ขาดเมื่อออกญาจักรีได้ลอบสับเปลี่ยนกำลังพล ถอดถอนขุนศึกที่มีฝีมือเข้มแข็ง และลอบเปิดประตูเมืองให้กองทัพหงสาวดีบุกเข้าสู่พระนครได้สำเร็จในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2112
บั้นปลายและเกียรติประวัติ
หลังกรุงศรีอยุธยาแตก สมเด็จพระมหินทราธิราชและพระบรมวงศานุวงศ์ทรงถูกกวาดต้อนไปยังกรุงหงสาวดี พระองค์ทรงพระประชวรด้วยความตรอมพระทัยและเสด็จสวรรคตระหว่างการเดินทาง ณ เมืองแครง ประวัติศาสตร์ได้จารึกพระองค์ในฐานะกษัตริย์นักสู้ผู้ยืนหยัดบัญชาการรบป้องกันพระนครอย่างถึงที่สุด แม้จะต้องพ่ายแพ้ต่อกลอุบายการเมืองและศึกภายในก็ตาม
